โรคเกาต์ ความเจ็บปวด ที่เลี่ยงได้แค่กินให้ถูก

โรคเกาต์ ความเจ็บปวด ที่เลี่ยงได้แค่กินให้ถูก การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหาร เป็นวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับโรคเกาต์ แต่ในเกาต์เทียม การปรับเปลี่ยนการทานอาหารไม่เป็นผลอะไร เพราะเกาต์เทียมไม่ได้เกิดจากการทานอาหาร ดังนั้นวิธีรักษามีวิธีเดียวคือการเข้ารับการรักษาจากแพทย์และทานยาอย่างสม่ำเสมอ

allwellhealthcare.com

ไปอ่านมาครับ ก็มาเล่าต่อแล้วกันครับ ที่ต้องศึกษาเพราะว่าตัวเองเป็นอยู่ครับ โดยโรคเกาต์ เกิดขึ้นมา เพราะสาเหตุเหล่านี้ครับ

สาเหตุของโรค
โรคเกาต์ (Gout) เป็นโรคที่เกิดจากการที่กรดยูริกในเลือดมีปริมาณสูง ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานคับ แล้วตกตะกอนเป็นผลึกตามข้อ และเนื้อเยื่อต่าง ๆ กรดยูริกนี้ ได้มาจากการรับประทานอาหาร และเครื่องดื่มที่มีสารอาหารที่ชื่อว่า พิวรีน ในปริมาณมาก ซึ่งสารพิวรีน จะถูกเผาผลาญกลายเป็นกรดยูริกนั่นเองครับ

ปัจจัยเสี่ยง
โรคเกาต์สามารถพบได้ทุกเพศทุกวัยคับ แต่เนื่องจากโรคเกาต์ จะต้องใช้เวลาในการสะสมกรดยูริกนานกว่า 10 ปี ถึงจะเริ่มแสดงอาการ จึงพบได้มากในผู้ชายอายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป และพบได้มากในเพศชายมากกว่าเพศหญิง หากพบในเพศหญิงจะเป็นผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือน นั้นก็เพราะว่าผู้หญิงจะมีระบบขับของเสียออกจากร่างกายได้ดีกว่าผู้ชาย ช่องทางหนึ่งที่ช่วยทำให้ระบบไหลเวียนของเลือดดีก็จากการมีประจำเดือนนั้นเองครับ

อาการของโรค
อาการของโรคเกาต์ สามารถแบ่งตามลักษณะอาการ ออกเป็น 3 ระยะครับ

หากผู้ป่วยมีอาการอักเสบบริเวณข้อส่วนล่าง โดยเฉพาะหัวแม่เท้าข้างใดข้างหนึ่ง เป็นระยะเวลานาน ถ้ามีอาการเช่นนี้ แสดงว่าผู้ป่วยเข้าสู่ระยะข้ออักเสบเฉียบพลัน
หลังจากมีอาการอักเสบบริเวณข้ออย่างเฉียบพลันแล้ว ผู้ป่วยจะกลับมามีอาการปกติ แต่ถึงอย่างนั้น ผู้ป่วยก็จำเป็นจะต้องรับการรักษา ไม่เช่นนั้นผู้ป่วยอาจจะกลับมาเป็นซ้ำได้ภายใน 1 – 2 ปี ซึ่งหากเป็นซ้ำบ่อย ๆ จำนวนข้ออักเสบจะเพิ่มมากขึ้น และทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ อาการดังกล่าว เป็นอาการของระยะที่เรียกว่า ระยะไม่มีอาการและระยะเป็นซ้ำ
หากผู้ป่วยเกิดข้ออักเสบจำนวนมากแบบเรื้อรัง ลามมาที่ข้ออื่น ๆ และตรวจพบก้อนจากผลึกของกรดยูริกขนาดโตขึ้นเรื่อย ๆ อาจแตกออกให้เห็นเป็นผงขาวนวลคล้ายชอล์ก เรียกว่า โทฟัส (tophus) และอาจมีไข้แทรกซ้อนจากอาการอักเสบ อาการเช่นนี้ คือ อาการของระยะข้ออักเสบเรื้อรังครับ

การรักษา
โรคเกาต์สามารถรักษาได้โดยไม่ต้องใช้ยา แต่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การออกกำลังกาย การรับประทานอาหาร แต่ในผู้ป่วยบางรายที่มีอาการรุนแรง อาจจะมีการใช้ยาที่แพทย์จำหน่ายให้ร่วมด้วยครับ เป็นยาที่ช่วย

สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเกาต์อยู่ จะต้องมีคำถามแน่นอนว่าสามารถกินอาหารอะไรได้บ้าง แล้วอะไรที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะว่าโรคเกาต์เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากปริมาณของกรดยูริกในเลือดสูง ซึ่งกรดยูริกได้มาจากการเผาผลาญสารอาหารที่ชื่อว่าพิวรีน ดังนั้นผู้ป่วยเกาต์จึงจำเป็นต้องงดหรือหลีกเลี่ยงการกินอาหารที่มีพิวรีน เพื่อลดการเกิดกรดยูริกในร่างกาย ซึ่งเขาบอกไว้ประมาณนี้ครับ

  1. งดหรือหลีกเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณพิวรีนสูง เช่น เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ปีก ปลาดุก น้ำต้มกระดูก ซุปก้อน ไข่ปลา เห็ด
  2. อาหารที่มีปริมาณพิวรีนปานกลาง สามารถกินได้สัปดาห์ละ 1 – 2 ครั้ง เช่น ปลาหมึก ปู เนื้อหมู เนื้อวัว ถั่วลิสง ถั่วลันเตา ดอกกะหล่ำ ผักโขม หน่อไม้ ข้าวโอ๊ต
  3. อาหารที่มีพิวรีนน้อยหรือไม่มีเลย สามารถกินได้ทุกวัน เช่น ผัก ผลไม้ ปลาน้ำจืด นม ไข่ ข้าว ขนมปัง ธัญพืช
  4. งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำหวาน น้ำอัดลม และสารเสพติดทุกชนิด
  5. ดื่มน้ำเปล่าสะอาดเป็นประจำทุกวัน อย่างน้อย 8-10 แก้วขึ้นไป เพื่อที่จะได้ขับกรดยูริกออกมาผ่านทางปัสสาวะ

วิธีดูแลตัวเองสำหรับผู้ที่เป็น โรคเกาต์

นอกจากการเลือกทานอาหารแล้ว ผู้ป่วยโรคเกาต์ จะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต เพื่อเป็นการดูแลตนเองควบคู่ไปด้วย ดังนี้ครับ

  1. หมั่นพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อติดตามอาการและผลการรักษา
  2. หากมีอาการปวดข้อ ห้ามบีบ นวด หรือทายา เพราะจะเป็นการกระตุ้นให้ข้อบริเวณนั้นอักเสบได้
  3. หากมียารักษาโรคเกาต์ที่แพทย์จำหน่ายให้ ให้กินอย่างต่อเนื่อง และปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด
  4. ออกกำลังกายเป็นประจำ และหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่มีการกระแทกต่อข้อที่รุนแรง
  5. หากมีอาการเจ็บหรือปวดบริเวณข้อ ให้ใช้ไม้เท้าหรือรถเข็นช่วยเดิน เพื่อช่วยในการพยุงร่างกายและลดอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นได้

อาหารพิวรีนน้อย (0 – 15 มิลลิกรัม/อาหาร 100 กรัม)

สามารถทานได้ ข้าวแป้ง ข้าวขาว ขนมปัง สาคู ข้าวโพด แครกเกอร์ ก๋วยเตี๋ยว มักกะโรนี พาสต้า มันฝรั่ง มันเทศ ผัก ผักต่างๆ (ยกเว้นบางชนิดที่มีพิวรีนมากและส่วนของยอดผัก) ผลไม้ ผลไม้ต่างๆ น้ำผลไม้ เนื้อสัตว์ ไข่ไก่ ไข่เป็ด เนยแข็ง นม นมพร่องมันเนย นมขาดมันเนย ไขมัน น้ำมันที่ใช้ประกอบอาหาร เนย อื่นๆ น้ำส้มสายชู วุ้น เจลาติน พุดดิ้ง คัสตาร์ด เครื่องเทศชนิดต่างๆ

อาหารพิวรีนปานกลาง (50 – 150มิลลิกรัม/อาหาร 100 กรัม)

ควรลดปริมาณลง ข้าวแป้ง ข้าวโอ๊ต ข้าวแดง ข้าวที่ไม่ขัดจนขาว บิสกิต ยอดข้าวสาลี ผัก ใบขี้เหล็ก หน่อไม้ สะตอ ผักโขม ดอกกะหล่ำปลี เมล็ดถั่วลันเตา เนื้อสัตว์ เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อวัว ปลากะพง ปลาทูน่า ปลาแซลมอล ปู แฮม ปลาหมึก ไขมัน ถั่วลิสง

อาหารพิวรีนสูง   (มากกว่า150 มิลลิกรัม/อาหาร 100 กรัม)

ควรหลีกเลี่ยง ข้าวแป้ง ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ผัก กระถิน ชะอม ยอดตำลึง ยอดฟักแม้ว ยอดฟักทอง เห็ด เนื้อสัตว์ ไข่ปลา เครื่องในสัตว์ ปลาไส้ตัน ปลาแอนโชวี่ ปลาอินทรีย์ ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล ปลากระตัก กุ้ง หอย ห่าน อื่นๆ น้ำสกัดจากเนื้อ น้ำต้มกระดูก น้ำเกรวี่ น้ำซุป ซุปก้อน น้ำปลา กะปิ ยีสต์

Source: https://www.ram-hosp.co.th/news_detail/285
© โรงพยาบาลรามคำแหง – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางครบทุกสาขา

 

โรคเกาต์ ความเจ็บปวด ที่เลี่ยงได้แค่กินให้ถูก

โรคเกาต์ เป็นโรคที่สร้างความทรมานให้กับผู้ที่เป็นมากๆ ครับ ถ้าใครเป็นอยู่จะรู้ว่าทรมานมากๆ  ดังนั้นผู้ป่วยจึงต้องหมั่นดูแลตนเอง โดยเฉพาะเรื่องของการกิน และการใช้ชีวิตประจำวัน จะต้องหมั่นพบแพทย์เป็นประจำ เพื่อติดตามอาการและผลการรักษา สำหรับผู้ที่ยังไม่เป็น ก็ต้องดูแลรักษาสุขภาพเหมือนกันครับ กันไว้ก่อนดีกว่าแก้ เพื่อป้องกันไม่ให้โรคนี้เกิดขึ้นกับคุณหรือคนที่คุณรักครับผม

 

 

Leave a comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *